{{alert.msg}}

ศาลสูง London มีคำสั่งให้ธนาคาร JP Morgan Chase เปิดเผยชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมอนุมัติธุรกรรมการโอนที่มีเหตุอันควรสงสัย

บรรดาผู้บริหารธนาคารหลายแห่งต่างแสดงความกังวล เมื่อทราบว่าธนาคารJP Morgan จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารผู้อนุมัติธุรกรรมการโอนที่มีเหตุอันควรสงสัยจำนวน 875 ล้านดอลลาร์ไปยังอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมของไนจีเรีย การเปิดเผยข้อมูลนี้มีผลมาจากการพิจารณาคดีของศาลสูงของกรุงลอนดอนในวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

รัฐบาลไนจีเรีย ได้ยื่นฟ้องธนาคาร JP Morgan Chase ที่ศาลสูงของอังกฤษ ในกรุงลอนดอนเรียกต่าเสียหายกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ อ้างว่าธนาคารเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน (red flags) และล้มเหลวในการป้องกันการโอนเงินจากบัญชีของรัฐบาล ระหว่างปี 2554 ถึง 2556 ไปยังบัญชีของ Malabu Oil and Gas ซึ่งมี Dan Etete เป็นผู้มีอำนาจควบคุม เงินจำนวนนี้ถูกอัยการกล่าวหาว่า Dan Etete โอนให้กับนักการเมือง พ่อค้าคนกลาง และอีกครึ่งหนึ่งให้กับตัวเอง และในปี 2550 Dan Etete ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฟอกเงิน

นาย Roger Masefield ทนายความของรัฐบาลไนจีเรีย กล่าวกับผู้พิพากษาว่าธนาคารไม่ให้ข้อมูลที่ควรเปิดเผยเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจของธนาคาร ในคำฟ้องเขาอ้างถึงผู้จัดการของ JP Morgan ซึ่งกล่าวไว้ในปี 2556 จากการทำธุรกรรมเงินโอนก่อนหน้านี้ว่า “เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้” และธนาคารยังยื่นรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับบัญชีดังกล่าวถึง 6 รายการให้กับทางการอังกฤษ

Rosalind Phelps ทนายความของ JPMorgan กล่าวในศาลว่า ธนาคารมีสิทธิพิเศษทางกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารบางฉบับ คดีดังกล่าว "ทั้งหมดเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ธนาคารรู้"

รัฐบาลไนจีเรียกล่าวว่า“ข้อเรียกร้องนี้จดำเนินต่อไป และสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียจะถือว่า JP Morgan Chase ต้องรับผิดชอบในฐานะ ผู้มีบทบาทสำคัญ ในการฉ้อโกง” รัฐบาลกล่าวในแถลงการณ์หลังการพิจารณาคดี

ทนายความของ JP Morgan และรัฐบาลไนจีเรียกล่าวในตอนท้ายของการพิจารณาคดีของศาลลอนดอนเมื่อวันพฤหัสบดีว่าธนาคารจะชี้แจงว่าใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการโอนเงิน ภายใน 21 วัน

รัฐบาลไนจีเรียเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 875 ล้านดอลลาร์ที่ JP Morgan โอน ส่งไปยังบริษัทน้ำมันและก๊าซ Malabu ซึ่งเป็น บริษัท ที่ควบคุมโดย Dan Etete เป็น 3 งวดที่แตกต่างกันพร้อมดอกเบี้ยรวม 1.7 พันล้านดอลลาร์

การพิจารณาคดีจะใช้เวลาหกสัปดาห์ในกรุงลอนดอน คาดว่าจะเริ่มครั้งแรกหลังวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ซึ่งหมายความว่าการดำเนินคดีอาจไม่เริ่มจนถึงปี 2565

18 November 2020

ในการตรวจสอบด้าน AML/CTPF สำหรับสถาบันการเงินประเภทต่างๆในสหรัฐเมริกา ระเบียบวิธีในคู่มือฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ตรวจสอบของทางการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่หน่วยงานจ้างเข้ามาตรวจสอบ ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดผล

ในไตรมาส 2 ของปีนี้ คณะกรรมการสภา FFIEC ประกาศปรับปรุงคู่มือตรวจสอบฉบับนี้อีกครั้ง โดยย้ำว่าไม่ได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่เพิ่มเติม แต่เป็นการปรับปรุงมาตรฐานในการตรวจสอบ ข้อกำหนดทั้งหมดยังคงใช้ฉบับปรับปรุงในปี 2014 แต่สำหรับพวกเราสถาบันการเงินในประเทศไทย ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงแต่ละสิ่งที่มีการปรับปรุงและใช้เพื่อการประเมินว่าหน่วยงานปฏิบัติตามขัอกำหนดในการป้องกันการฟอกเงินหรือไม่

รายละเอียดการปรับปรุงครั้งนี้ ได้แก่

การบริหารความเสี่ยง จะต้องเหมาะสม สอดคล้องกับภาพรวมความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้นๆ ในเรื่องของความเสี่ยงในครั้งนี้ จะใช้คำว่า “การฟอกเงิน/การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย – ML/FT” แทนคำว่า “BSA/AML” ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้

มีตอนใหม่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ “การประเมินความเสี่ยงไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่เป็นการ “มีผลของการประเมินความเสี่ยง” ซึ่งจะช่วยในการพัฒนามาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม

ส่วนวิธีการและรูปแบบการประเมิน ไม่มีข้อบังคับ จะใช้วิธีการหรือรูปแบบใดก็ได้ รวมทั้งไม่ได้กำหนดปัจจัยความเสี่ยงด้วย

สำหรับรอบการทบทวนความเสี่ยง ตามหลักปฏิบัติที่ดีแล้ว ก็มีความคาดหวังอยู่ที่ทุก 12-18 เดือน ส่วนผลิตภัณฑ์ บริการ และประเภทลูกค้า ยังคงใช้เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจะมีการประเมินความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา คือมีการเพิ่มข้ออ้างอิงว่า จะมีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงสำหรับลูกค้านิติบุคคลตามที่ FinCEN กำหนด

มีข้อสังเกตว่า ไม่มีจำนวน หรือเป้า หรือโควตาสำหรับการรายงาน เจ้าหน้าที่ทางการไม่ควรวิภาควิจารณ์หน่วยงานเพียงเพราะจำนวนการรายงาน SARs & CTR ต่ำกว่าหน่วยงานอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาว่าจำนวนหรือลักษณะการรายงานแตกต่างไปจากเดิมมากหรือไม่ และควรประเมินเหตุผลด้วย

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในรายการตรวจสอบคือ จนท.ทางการที่เตรียมเข้าตรวจสอบควรพิจารณาในขั้นตอนการวางแผนการตรวจสอบ และควรระบุ SARs ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

กำหนดให้ตรวจสอบรายงานที่เจ้าหน้าที่ Compliance รายงานสถานการณ์ การปฏิบัติตาม BSA/AML ให้คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงทราบเป็นประจำ เพื่อให้สามารถตัดสินใจถึงความเสี่ยงที่ธนาคารรับอยู่

นอกจากนี้ก็มีบทบังคับให้เจ้าหน้าที่ทางการยืนยันว่ามีการรายงาน “Regular report” เป็นประจำ จนท.ทางการจะต้องประเมินกับรายการ “Non-exclusive factor” ประเมินทรัพยากรณ์ของกำกับฯ และระดับความเป็นอิสระว่ามีเพียงพอหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่น

สิ่งที่น่าสนใจในการปรับปรุงฉบับนี้คือ ความคาดหวังของทางการที่จะให้มีการฝึกอบรมเป็นประจำ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของกฎหมาย BSA/AML และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องมีความรู้พื้นฐาน และการอบรมทุกปีเพื่อให้ทราบถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวกฎหมายที่เกิดขึ้น และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนเจ้าหน้าที่ BSA/AML หรือที่พวกเราเรียกกันว่า เจ้าหน้าที่กำกับ (Compliance) และทีมงานคือ จะต้องได้รับการฝึกอบรมเป็นประจำทุกปี ให้เชี่ยวชาญทั้งตัวกฎหมาย หน้าที่ความรับผิดชอบและการบริหารจัดการ

19 October 2020